HM4 THUNDERBOLT หนึ่งในสุดยอดนาฬิกากลไกและความคิดสร้างสรรค์
ความธรรมดานั้นน่ากลัว “คือวาทะของทิม เบอร์ตันที่แม็กซิมิเลียน บุสเซอร์ชื่นชอบ ซึ่งใช้สะท้อนตัวตนและผลงานของเขาได้ดี นาฬิกาข้อมือที่สร้างสรรค์ภายใต้ชื่อ MB&F ที่เขาก่อตั้งขึ้นเองจึงไม่เคยธรรมดาทั้ง HM1, HM2, HM3 ดูราวกับหลุดออกมาจากนิยายหรือภาพยนตร์ไซไฟ หรือแม้แต่ผลงานที่ถูกนำมาปรับโฉมใหม่อย่าง HM2 ที่เพิ่มสีน้ำเงินเข้าไป และ HM3 Frog ที่นำเอาเจ้าหน้าที่รับจดลิขสิทธิ์ถึงกับงงไปชั่วขณะ “นาฬิกาไฮเอนด์เนี่ยนะชื่อกบ?” เขาเล่า “แต่ผมว่ามันเหมือนกับตากับเวลากระโดดขึ้นจากน้ำมากเลยนะ”
จะมีสักกี่คนในโลกที่ผลิตสินค้าแต่ไม่สนใจเรื่องการขายเหมือนเขา “ผมคิดถึงบริษัทในฝันมาตลอด แล้วในฝัน ผมก็ไม่เคยต้องขายของด้วย ผมชอบอธิบายให้คนฟังมากกว่าผมทำอะไรแทนที่จะ ‘ตกลงคุณจะซื้อไหม’ และยิ่งกว่านั้นความที่มร.บุสเซอร์เป็นวิศวกรจึงหลงใหลในกลไกมากเสียจนคิดสร้าง “กลไกอันงดงามที่สมารถบอกเวลาได้แทนที่จะเป็นกลไกที่ผลิตขึ้นสำหรับบอกเวลา” และเขายังกล้าพูดได้ไม่เต็มปากเต็มคำด้วยว่าไม่สนใจว่าใครจะชอบผลงานของเขาหรือไม่ “นั้นคือสิ่งที่ทำให้เราต่างจากคนอื่น ผมว่างานที่เราทำไม่ใช่เพื่อให้ทุกคนพอใจ แต่มันเป็นการค้นหาตัวเองของเราเองมากกว่า”
ไม่น่าเชื่อว่าบริษัทเล็กๆที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่กี่ปีจะเชื้อเชิญให้ช่างนาฬิกาอิสระ ตลอดจนนักคิดสร้างสรรค์มาร่วมงานกันและสร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการนาฬิกาที่ยืนยาวมากกว่า 400 ปีได้มากขนาดนี้ อย่างผลงานล่าสุดของเขา HM4 Thunder ซึ่งมร.บุสเซอร์ผู้หลงใหลในนาฬิกา (แต่งานอดิเรกใหม่ของเขาตอนนี้คือการเล่นกีตาร์) บอกว่าได้แรงบันดาลใจมาจากเครื่องบิน A-10 Thunderbolt แทนที่จะเป็นหุ่นยนต์เกลนไดเซอร์หรือยานอวกาศจากสตาร์วอร์สเหมือนงานชิ้นก่อนๆ ...ถ้าอย่างนั้นเขาก็เป็นฮาวเวิร์ด ฮิวจ์ในภาพยนตร์เรื่อง The Aviator น่ะสิ “จะว่างั้นก็ได้นะถึงผมจะไม่ได้มีอาการหลงเพ้อไปกับความยิ่งใหญ่เหมือนเขาก็ตาม อืม ผมคงเป็นฮาวเวิร์ด ฮิวจ์แห่งโลกนาฬิกา เพราะทำนาฬิกาแทนที่จะสร้างเครื่องบิน” มร.บุสเซอร์บอกและเล่าถึงที่มาของความชอบในเครื่องบิน “ตอนเด็กๆผมชอบโมเดลเครื่องบินมาก ขนาดว่ามีวางเต็มชั้นหนังสือ แล้วยังขนเอาเสื้อผ้าออกจากตู้แล้วเอาเครื่องบินใส่แทนจนแม่โกรธมากๆแต่เด็กในวันนั้นก็ทำเครื่องบินของตนเองได้แล้วในวันนี้”
การเลือกซื้อกระเป๋าหลุยส์
การก็อปปี้กระเป๋าหลุยส์เกิดการแพร่หลายอย่างมากมายในท้องตลาด ซึ่ง่วากันว่าหาซื้อได้ง่ายและราคาถูกของของแท้หลายเท่า เพราะเหตุนี้ไม่ว่าใครก็สามารถมีไว้ใช้งานกันอย่างง่ายดาย และการก็อปปี้กระเป๋าหลุยส์นั้น มีความเหมือนกับของแท้เป็นอย่างมาก ซึ่งถ้าดูแบบผิวเผินไม่สามารถดูออกได้เลยว่าเป็นกระเป๋าที่มีการก็อปปี้มา ไม่ว่าจะเป็นลวดลายหรือวัสดุหนังที่ใช้ตัดเย็บ ซึ่งถ้าใครที่ต้องการหาซื้อกระเป๋าหลุยส์ที่เป็นของแท้และเป็นต้นแบบถูกต้องตามลิขสิทธิ์ละก็จะต้องดูให้ดีดีก่อนที่จะตัดสินใจซื้อเพราะของปลอมนั้นมีอยู่มากมาย แนะนำว่าเลือกซื้อกับตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการจะดีกว่าไปซื้อของหิ้วจากแหล่งต่างๆ
Boy Chanel
ต้องเรียกว่าเป็นการปฏิวัติครั้งยิ่งใหญ่อีกครั้งในการท้าทายแบบฉบับความสวยของผู้หญิงที่มีมาเนิ่นนานกับการเปิดตัวกระเป๋า Chanel Boy ที่เหมือนมีมนตร์สะกดให้ทุกคนเหลียวมองแถมยังบ่งบอกถึงพลังอำนาจความแข็งแกร่งที่ซ่อนอยู่ภายในของผู้หญิง อันเป็นเคล็ดลับที่ Mademoiselle Chanel ใช้ได้ผลดีมาตลอดตั้งแต่ยุค 1930s จนถึงปัจจุบัน สมกับที่เธอกล่าวไว้อย่างมั่นใจว่า "Do the right thing at the right moment" และช่วงเวลาที่ดีที่สุดก็คือช่วงเวลานี้นี่เองที่ผู้หญิงไม่ได้ต้องการอยู่แถวหลังอีกต่อไป ความต้องการทัดเทียมผู้ชายนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่จากห้องเสื้อสุดเก๋านี้
Louis Vuitton Monogram
มีของไม่กี่อย่างในโลกใบนี้ที่ 'ฮิต' จริง ความ 'ฮิต' ของสิ่งนั้นอาจวัดด้วยปริมาณการซื้อ หรือการนำมาใช้ของผู้บริโภค หรือในปัจจุบันอาจจะวัดด้วยการถูกก๊อปปี้ และหนึ่งในสิ่งที่ถูกก๊อปปี้มากที่สุดในโลกนั้นก็คือ กระเป๋า Louis Vuitton และสิ่งที่ทำให้มัน 'ฮิต' จนถูกก๊อปปี้มากที่สุดก็คือ ลายโมโนแกรมอันเลื่องชื่อ คลาสสิคและเป็นอมตะ เพราะมีเพียงไม่กี่อย่างในโลกอีกเหมือนกันที่สามารถสร้างสรรค์ขึ้นมาได้จากลายพริ้นต์ลายเดิมแต่ยังขายได้ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานเท่าใดก็ตาม
ย้อนไปเมื่อ 150 กว่าปีที่แล้ว เมื่อ Louis Vuitton กำเนิดขึ้นที่ประเทศฝรั่งเศสเมื่อปี ค.ศ. 1854 จากหลุยส์ วิตตอง มัลเลเทียร์ ที่เปิดร้านขายกระเป๋าเดินทางที่ปารีส และในยุคนั้นสินค้าของเขาได้รับความนิยมมาก ว่ากันว่าถ้าใครมีหีบเดินทางรุ่น ตริอานอง (กระเป๋าทรงแบนทำด้วยหนังสีเทา) ของ Louis Vuitton ละก็ เท่อย่าบอกใคร แถมยังมีเสียงลือเสียงเล่าอ้างอีกว่า กระเป๋าเดินทางของ Louis Vuitton ตกน้ำไม่มีวันจม เพราะความแข็งแรงแน่นหนา วัสดุชั้นดี และฝีมือชั้นเยี่ยมของการตัดเย็บ
ตำนานสัญลักษณ์ลาย LV ที่เฉิดฉายบนกระเป๋าให้เราเห็นทุกวันนี้ริเริ่มโดย จอร์จ วิตตอง (George Vuitton) ลูกชายของหลุยส์ วิตตอง (Louis Vuitton) ผู้นำยุคทองมาสู่แบรนด์ ด้วยเหตุที่ว่ากระเป๋าของ Louis Vuitton โดนก๊อปปี้จนเหลือทน จอร์จจึงนำเอาอักษรย่อ LV มาเป็นลายบนเครื่องหนัง เพื่อป้องกันการปลอมแปลงสินค้า (แต่หารู้ไม่ว่ามันป้องกันไม่ได้เลย) แถมยังไอเดียบรรเจิดนำลวดลายของดอกไม้และโลโก้ย่อของหลุยส์ วิตตองมาใช้จนเป็นลาย Monogram ที่เรารู้จักกันดี ทำให้ลวดลายนี้ตีตลาดไปทั่วโลก แถมยังทำให้คนจดจำสัญลักษณ์และแบรนด์ Louis Vuitton ได้อย่างแม่นยำ